. ลักษณะและลีลาของเพลงสากลเป็นอย่างไร
2.
ลักษณะและลีลาของเพลงไทยเป็นอย่างไร

ตอบ      เสียงเพลงเป็นศิลปศาสตร์ที่กำหนดให้หูของคนเรา   เป็นเครื่องกำหนด
เป็นการเริ่มต้นของเสียงดนตรีที่ให้เสียงทั้งหลายที่เข้ามากระทบนั้น
ประสานและเปรียบเทียบความแตกต่างของความถี่ห่างของเสียง
ทำให้หูของคนเราสามารถฟังเสียงต่างๆเป็นทำนอง (Melody)   และลีลา (Movement)
ได้       ลักษณะและลีลาของเพลงสากลและเพลงไทยนั้น
ต้องพิจารณาจากปัจจัยสำคัญคือ    ระบบเสียง   เนื่องจากระบบเสียงของดนตรีสากล
และ  ดนตรีไทย  กำหนดให้มี  7   เสียงเท่ากัน   แต่ระดับการวางเสียงผิดกัน   คือ
เสียงของดนตรีไทย   เราวางเสียงไว้  7   เสียงเท่ากันหมด   ไม่มีครึ่งเสียง
ส่วนของดนตรีสากล  ใน  7   เสียง  มีเสียงเต็มอยู่  5   เสียง  และเสียงครึ่งอยู่
เสียง  คือ ระหว่างเสียง มี กับเสียงฟา
และระหว่างเสียง ที กับ เสียง โด     อีกประการหนึ่ง
เพลงสากลจะเน้นที่การประสานเสียง   แปลเสียงจากคอร์ด   ส่วนของเพลงไทยนั้น
เราเน้นประสานทำนอง   โดยทุกเพลงวสามารถแปลเสียงออกมาจากลูกฆ้อง
ที่ถือว่าเป็นทำนอง (Melody)   ของเพลงนั้นๆ


อยากทราบว่าเพลงถอนสมอ เถา เป็นอย่างไร และ การฝึกฝนการร้องเพลงไทยเดิมนั้น ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

เพลงถอนสมอ เถา ทำนองสองชั้น บางครั้งเรียกว่า “เพลงฝรั่งถอนสมอ” โบราณาจารย์นิยมร้อยกรองไว้ในเพลงมโหรีเรื่อง “บังใบ” ดังปรากฎในเพลงยาวตำรามโหรีซึ่ง เจ้าพระยาพระคลัง(หน) รวบรวมไว้ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 ดังนี้ “บังใบแฝงใบโอดอ้อน ฝรั่งร่ายร้องถอนสมอ คู่ฝรั่งบ้าบ่นบทซอ คู่บ้าบ่นต่อลำดับไป แขกสวดแล้วแขกกินเหล้า อีกยาเมาเลสังข์ใหญ่ สังข์น้อยร้อยเรียบระเบียบใน สิบเอ็ดบทบอกไว้ให้เจนจำ” บางตำราท่านก็จัดรวมไว้ใน “เพลงเรื่องถอนสมอ” โดยเรียงลำดับเพลงไว้ดังนี้ ถอนสมอ คู่ถอนสมอ บ้าบ่น คู่บ้าบ่น แขกสวด แขกกินเหล้า ยาเมาเล สังข์น้อย สังข์ใหญ่ ในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 พระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) ได้นำทำนองสองชั้นของเดิมมาขยายขึ้นเป็นทำนองสามชั้น สำหรับบรรเลงในวงเครื่องสาย ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร จนกระทั่งถึง พศ.2467 ท่านครู่หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ปรุงแต่งทำนองสามชั้นและทำนองสองชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว ให้แปลกไปจากทำนองเดิมที่บรรเลงอยู่ทั่วไป ส่วนบทร้องนั้น ได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง อิเหนาในรัชกาลที่ 2 ดังนี้ “ ลมดีพระก็ใช้ใบไป ภูวนัยอุ้มองค์ขนิษฐา ขึ้นนั่งยังท้ายเภตรา ชมหมู่มัจฉาในสาชล พิมทองล่องลอยแลคล่ำ วาฬผุดพ่นน้ำดังฝอยฝน ฉนากฉลามว่ายตามวน โลมาหน้าคนนนทรี ชี้ชมศิลาปะการัง เขียวดังมรกตสดสี ที่ลายก็คล้ายราชาวดี แดงเหลืองเลื่อมสีเหมือนโมรา “

         ส่วนคำถามที่ว่า การฝึกฝนการร้องเพลงไทยเดิม ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างนั้น ครูประเวช กุมุท ได้กล่าวไว้ว่า ลักษณะของผู้ขับร้องเพลงไทยเดิมนั้น จำแนกออกเป็นหลักย่อๆคือ
(1)
ธรรมชาติของผู้จะฝึกขับร้อง จะต้องมีทุนเสียงที่แจ่มใส มีคลองเสียงต่ำถึงสูงตามธรรมชาติของชายหรือหญิง
มีจังหวะดีโดยธรรมชาติ
(2)
วิธีการเบื้องต้นในการฝึก จะต้องฝึกจากเพลงง่ายๆ ศึกษาถึงวิธีการเอื้อน ซึ่งมีทั้งการหุบปากให้เสียงผ่านทางจมูก        หรือเปิดปากให้เสียงออกมาจากลำคอโดยตรง มีกระแสเสียงที่ชัดเจนไม่อู้อี้ อุบอิบ
(3)
ศึกษาวิธีการหายใจว่า ควรจะหาช่องหายใจตรงใหน เพราะเพลงไทยเต็มไปด้วยการเอื้อนเสียงที่มีจังหวะยาว จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องการหายใจให้ถูก
(4)
ใช้อักขรวิธีให้ถูกต้อง อัขรวิบัติที่มีอยู่ในตัวผู้ขับร้อง ย่อมแสดงถึงความมักง่ายขาดความประณีตบรรจง และแสดงถึงภูมิการศึกษาของผู้ขับร้องเอง
(5)
ความขยันหมั่นเพียร หมั่นฝึกปรือ ก็จะเกิดความกล่องตัวขึ้น และทำให้เกิดความแม่นยำ
(6)
ศึกษาบทร้อยกรองที่จะร้องว่าเป็นอย่างไร เช่น เป็นกลอน โคลง กาพย์ แต่ละบทจะมีความสละสลวยเพราะพริ้งในตัวของมันเอง ให้ความสนใจกับความหมายของถ้อยคำในบทร้อยกรองนั้นๆโดยละเอียด และจัดแบ่งวรรคตอนให้ถูกต้อง
(7)
ใส่อารมณืให้เข้ากับบทขับร้องนั้นๆ การใส่อารมณ์ตามบทร้อง ใช้เพียงเสียงที่ออกมา ให้เข้ากับบทร้องนั้นๆ ไม่ใช้กิริยาท่าทาง
(8)
ทำความเข้าใจกับเครื่องประกอบจังหวะหน้าทับของเพลงต่างๆ
(9)
มีมารยาทและมีสมาธิในขณะปฎิบัติการขับร้อง

บัญญัติ 9 ประการในการเป็นนักร้องเพลงไทยที่ดีของคุณครูประเวช กุมุท นี้ ถ้าหากปฎิบัติได้ตามนี้โดยเคร่งครัด รับรองว่าท่านจะเป็นนักร้องที่ดีได้ครับ โชคดี และขอเป็นกำลังใจให้ครับ


อยากทราบประวัติของวงฟองน้ำ

วงฟองน้ำก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 โดยได้แนวคิดมาจาก ครูบุญยงค์ เกตุคง และะ บรูช แกสตัน ได้ปรารภกันขึ้นว่า สังคมไทยมีช่องว่างในสังคมระหว่างคนสมัยเก่าและสมัยใหม่ เช่นในด้านการพูดจาา การแต่งกาย และ ทัศนคติ ซึ่งบางพวกกึดติดกับของเก่าจนไม่ลืมหูลืมตา บางพวกก็ไม่รับของเก่า รับเอาแต่วัฒนธรรมใหม่ๆจากตวันตก วงฟองน้ำจึงได้ก่อตั้งขึ้น โดยยึดเอวแนวทางสายกลาง เพื่อแสวงหาจุดต่อเนื่อง ระหว่างอดีตและปัจจุบัน ที่เหมาะสม ชื่อของวงฟองน้ำ มาจากชื่อของเพลงไทโบราณเพลงหนึ่ง ชื่อว่าเพลง

ฟองน้ำ อยู่ในเพลงเรื่องที่ชื่อว่า “จิ้งจกทอง” ซึ่งใช้ประกอบพิธีทางศาสนาขณะะพระฉันเพล เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองไพเราะ มีความหมายยในทางพุทธปรัญญาว่า สรรพสิ่งทั้งหลายนั้น อยู่ในสภาพที่เป็นอนิจจัง มีการคงอยู่เพียงชั่วคราว และมีการแปรเปลี่ยนไปไม่รู้จักจบสิ้น เปรียบเสมือนฟองน้ำ หรือ พรายน้ำ ซึ่งมีความสวยงาม แต่ไม่คงทนถาวร ดังนั้น การผสมผสานระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ จึงเป็นการแสวงหาจุดต่อเนื่องระหว่างออดีต และปัจจุบันที่เหมาะสม นั่นเอง

เรียบเรียงจากสูสจิบัตร คอนเสริต์ ฟองน้ำ 10 ปี ( 2-3 กันยาน 2535)


อยากทราบถึงประเภทของการขับร้องเพลงไทยเดิม อย่างละเอียด

ประเภทของการขับร้องเพลงไทยเดิม แบ่งได้ 4 วิธี

(1) การร้องลำลอง หมายความถึงว่า คนร้องร้องไปตามทำนองของตน และดนตรีก็บรรเลงประกอบไปโดยใช้ทำนองส่วนของตนต่างหาก แต่ทั้งคนร้องและคนบรรเลง จะต้องใช้ลูกฆ้องหรือเนื้อเพลงแท้ๆอย่างเดียวกัน เพียงแต่คนร้องบรรจุคำร้องลงไปตามลูกฆ้อง ส่วนนักดนตรีแปรลูกฆ้องเป็นทำนองเต็ม (Full Melody) ให้เข้ากับเครื่องดนตรีที่บรรเลง เพลงที่ใช้ร้องลำลอง มักจะเป็นเพลงที่ฟังได้ไพเราะ เช่น เพลงเต่าเห่ เพลงช้าสร้อยสน เพลงตุ้งติ้ง เพลงกลองโยน เป็นต้น

(2) การร้องคลอ หมายความถึง คนร้องร้องพร้อมไปกับดนตรี โดยผู้บรรเลงจะต้องบรรเลงดนตรีให้เข้ากับทางร้อง เพื่อฟังได้กลมกลืน เพลงที่จะะร้องคลอได้ไพเราะ าจะเป็นเพลงจำพวกเพลงสองชั้นธรรมดาทั่วไป

(3) การร้องส่ง หรือการร้องรับ หมายความถึงว่า คนร้องร้องขึ้นก่อน เมื่ออจบแล้ว ดนตรีจึงรับด้วยลูกฆ้องเดียวกัน เพียงแต่ว่าการร้องนั้น ผู้ร้องถอดลูกฆ้องออกมาเป็นเอื้อน แต่ดนตรีถอดลูกฆ้องอออกมาเป็นทำนองเต็ม (Full Melody) การร้องส่งหรือการร้องรับนี้ ดนตรีจะต้องมีการสวมร้องด้วย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการร้องที่ช้า และการบรรเลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว และเพื่อความกลมกลืนในการบรรเลงด้วย

(4) การร้องเคล้า หมายความถึงว่า คนร้องร้องไปตามทำนองเพลงของตน ส่วนดนตรีก็บรรเลงประกอบไปโดยใช้ทำนองส่วนของตน คล้ายๆกับการร้องลำลอง แต่การร้องเคล้านี้ ดนตรีกับร้องเป็นคนละอย่างกัน แต่เมื่อร้องกับดนตรีเคล้าประสานกันแล้ว ทำให้มีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง




เพลงไทย

 

เพลงไทย หมายถึง เพลงที่ประพันธ์ขึ้นตามหลักดนตรีไทย เป็นเอกลักษณ์เฉพาะประจำชาติ มีลีลาการขับร้อง และการบรรเลงเป็นแบบไทย

เพลงไทยเป็นศิลปะวัฒนธรรมของชนชาติไทย ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ต่อมาได้พัฒนารูปแบบเพลงไทยมาเรื่อยๆ ได้มีการประพันธ์เพลงไทยให้มีลีลา และสำเนียงภาษาของชาติอื่นมากมายถึง 12 ภาษา เช่น ภาษาลาว ภาษาเขมร ภาษาแขก ภาษามอญ ภาษาจีน เป็นต้น เพลงที่ประพันธ์ขึ้นมาโดยเลียนสำเนียงอื่น มักมีชื่อนำหน้าเพลงตามสำเนียงภาษาที่เลียนมา เช่น เพลงลาววงเดือน เพลงเขมรไทรโยค เพลงมอญท่าอิฐ เพลงจีนขิมเล็ก

จังหวะในเพลงไทย แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

1. จังหวะสามัญ หมายถึงจังหวะทั่วไป ที่จะต้องยึดถือเป็นหลักในการขับร้องและบรรเลง แม้ว่าจะไม่มีสิ่งใดเป็นเครื่องให้สัญญาณจังหวะ ก็จะต้องมีความรู้สึกอยู่ในใจตลอดเวลา

2. จังหวะฉิ่ง เป็นการแบ่งจังหวะด้วยฉิ่ง โดยปกติจะตีสลับกันเป็น ฉิ่ง-ฉับ แต่ถ้าเป็นสำเนียงจีน หรือญวน จะตีเป็น ฉิ่ง-ฉิ่ง-ฉับ หรือบางครั้งจะตีเป็นเสียงฉิ่ง อย่างเดียวก็ได้ เช่น เพลงเชิด เพลงสาธุการ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการตีฉิ่งกับเพลงประเภทจังหวะพิเศษอีกด้วย

3. จังหวะหน้าทับ หน้าทับ หมายถึง วิธีการตีของเครื่องดนตรีประเภทกลองต่างๆ ซึ่งเป็นเกณฑ์ในการนับจังหวะ

ประเภทของเพลงไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. เพลงบรรเลง

2. เพลงขับร้อง

เพลงบรรเลง หมายถึง เพลงที่ใช้เครื่องดนตรีบรรเลงเพียงอย่างเดียว ไม่มีการขับร้อง แบ่งเป็น

* เพลงโหมโรง คือเพลงที่ใช้บรรเลงเริ่มต้นของการบรรเลง หรือการแสดง มีความหมายบอกให้ทราบว่า พิธีหรืองานจะเริ่มขึ้นแล้ว และยังเป็นการอัญเชิญเทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้มาประชุมสโมสรในงาน เพื่อจะได้เป็นสิริมงคลแก่เจ้าภาพ และผู้ร่วมงาน เพลงโหมโรงแบ่งออกเป็นหลายชนิดดังนี้

ุ เพลงโหมโรงเช้า ใช้บรรเลงในเวลาเช้าสำหรับงานที่มีการนิมนต์พระมาสวดมนต์เย็น

ุ เพลงโหมโรงประกอบการแสดง ใช้บรรเลงเพื่อประกาศให้ประชาชนทราบว่า การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

ุ เพลงโหมโรงเสภา ส่วนใหญ่เป็นเพลงอัตรา 3 ชั้น ใช้บรรเลงเพื่อบอกให้ทราบว่าการแสดงกำลังจะเริ่มขึ้น ในสมัยโบราณ มีการรัวประลองเสภา แล้วจึงบรรเลงโหมโรงเสภา ตอนท้ายของเพลงโหมโรงเสภาจะมีลักษณะเฉพาะตัว จบด้วยท้ายของเพลงวา

* เพลงหน้าพาทย์ คือ เพลงที่ใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรมต่างๆ และใช้ประกอบตัวแสดงโขนและละคร โดยทั่วไปมี 7 ประเภทดังนี้

ุ สำหรับกิริยาไปและมา โดยทั่วไปจะมีเพลงรำอยู่ 14 เพลง คือ

- เสมอ สำหรับการไปมาในระยะใกล้ๆ

- เพลงฉิ่ง สำหรับการไปมาอย่างนวยนาด กรีดกราย เช่น ไปชมสวน ไปเที่ยวสนุกสนาน

- เชิด สำหรับการไปมาในระยะใกล้ๆ

-บาทสกุณี สำหรับการไปมาใช้กับพิธีใหญ่ๆ และสำคัญ ใช้เฉพาะพระ

- พระยาเดิน สำหรับการไปมาของผู้สูงศักดิ์

- เชิดฉาน ท่าสำหรับการไปมาของพระราม พระลักษมณ์

- ลุกรัน ท่าสำหรับการไปมาของพระราม พระลักษมณ์

- เสมอข้ามสมุทร ท่าสำหรับการไปมาของพระราม พระลักษมณ์

- ชุบ สำหรับการไปมาของตัวละครที่มีศักดิ์ต่ำ หรือ

ฐานะต่ำ เช่น นางกำนัล

- เหาะ สำหรับการไปมาทางอากาศ เทวดา นางฟ้า และ

ตัวละครที่มีบรรดาศักดิ์สูง

- โคมเวียน ใช้กับพระ

- กลม การไปมาของเทวดา หรือผู้ที่สูงกว่าเทวดา เช่น

พระอินทร์ พระอรชุน และสำหรับผู้ที่มีบรรดา

ศักดิ์สูงเช่น เจ้าเงาะ

- เข้าม่าน ใช้ในการเข้าไปในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เช่น

ห้องสรง (ใช้กับตัวเอก หรือ ผู้มีบรรดาศักดิ์สูง)

- แผละ การไปมาของสัตว์ปีก เช่น นก แมลง

ุ สำหรับการยกพล ตามปกติใช้ 2 เพลง

- กราวนอก สำหรับพลมนุษย์ หรือ พลลิง

- กราวใน สำหรับพลยักษ์ ใช้สำหรับการมาของยักษ์

ุ สำหรับการสนุกสนาน ตามปกติใช้ 6 เพลง

- กราวรำ สำหรับการเยาะเย้ยสนุกสนาน

- สีนวล สำหรับความรื่นรมย์อย่างธรรมดา

- ฉุยฉาย สำหรับความภูมิใจ เมื่อได้แต่งตั้งใหม่ หรือเมื่อได้

แปลงตัวให้งดงามกว่าเดิม

- แม่ศรี ใช้ทำนองเดียวกับฉุยฉาย

- เพลงช้า สำหรับความเบิกบานอย่างธรรมดา

- เพลงเร็ว สำหรับความเบิกบานอย่างธรรมดา โดยมากใช้

รำต่อจากเพลงช้า หรือจะเริ่มเพลงเร็วทีเดียวก็ได้

ุ สำหรับการแสดงฤทธิ์ ตามปกติใช้ 6 เพลง

- ตระนิมิตร สำหรับการแปลงตัว หรือชุบคนตายให้ฟื้น หรือ

แปลงตัวให้คนอื่น

- ตระสันนิบาต การชุมนุมเพื่อกระทำพิธีสำคัญต่างๆ ใช้ในพิธี

ร่ายเวทมนตร์และประสิทธิ์ประสาทพร

- ชำนาญ ใช้เช่นเดียวกับตระนิมิตร

- ตระบองกัน ใช้เช่นเดียวกับชำนาญ

- คุกพาทย์ สำหรับการแสดงของผู้มีอิทธิ์ฤทธิ์ หรือแสดง

อารมณ์โกรธของตัวละครผู้มีศักดิ์สูง

- รัว ใช้ทั่วๆไป ในการสำแดงเดช และมักใช้ต่อท้าย

เพลงอื่น

ุ สำหรับการต่อสู้ ปกติใช้ 3 เพลง

- เชิดกลอง สำหรับการต่อสู้โดยทั่วๆไป

- เชิดฉิ่ง สำหรับรำก่อนที่นุทำการสำคัญในการรบ เช่น

ก่อนแผลงศร หรือก่อนใช้อาวุธอย่างใดอย่างหนึ่ง

- เชิดนอก สำหรับการจับ หรือขับไล่ของสัตว์

ุ สำหรับการแสดงความรักใคร่ หรือเรียกว่า เข้าพระเข้านาง ตามปกติใช้เพลงโลม

ุ สำหรับการนอน ใช้เพลงตระนอน

ุ หลักในการสังเกตเพลงหน้าพาทย์ คือเป็นเพลงที่ใช้ตะโพน และกลองทัด เป็นผู้ควบคุม จังหวะหน้าทับ

* เพลงเรื่อง คือการนำเพลงใกล้เคียงกันมาเพื่อบรรเลงต่อกันเป็นชุดต่างๆ มีดังนี้

ุ เพลงเรื่องช้า

ุ เพลงเรื่องเร็ว

ุ เพลงเรื่องเพลงฉิ่ง

ุ เพลงเรื่องสองไม้

ุ เพลงเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรม

* เพลงหางเครื่อง คือเพลงที่ใช้บรรเลงต่อท้ายเพลงเถาเป็นเพลงสั้น ชั้นเดียว สนุกสนาน ครึกครื้น เพลงเดียวกันใช้สำเนียงเดียวกันจะใช้เพลงชุดใด ขึ้นอยู่กับเพลงเถาข้างหน้า

* เพลงสำเนียงภาษา เป็นเพลงที่นำสำเนียงภาษามาเรียงกันต่างจากเพลงหางเครื่องคือ เพลงออกภาษาต้องบรรเลง 4 ภาษาก่อน คือ จีน เขมร ตลุง พม่า แล้วจึงเลือกสำเนียงภาษาอื่นตามความเหมาะสม

* เพลงเดี่ยว เป็นเพลงที่ชั้นครูแต่งขึ้นเพื่อ ใช้บรรเลงเดี่ยวด้วยเครื่องมือต่างๆ ใช้แสดงความสามารถของผู้บรรเลง ผู้เล่นจะต้องมีทักษะและกลเม็ดในการเล่นเป็นอย่างดี

เพลงขับร้อง หมายถึง เพลงที่ใช้เครื่องดนตรีบรรเลง ร่วมกับการขับร้อง แบ่งเป็น

* เพลงเถา หมายถึง เพลงที่ขับร้องและบรรเลงเริ่มจากช้าแล้วเร็วขึ้นเรื่อยๆ จาก 3 ชั้น ไป 2 ชั้น ไป 1 ชั้น จะมีชั้นละกี่ท่อนก็ได้ จำนวนท่อนจะต้องเท่ากันทุกชั้น และอาจจบด้วยรูปบทหรือไม่มีรูปบทก็ได้

* เพลงตับ หมายถึง การนำเอาเพลงหลายๆ เพลงมาขับร้องและบรรเลงต่อเนื่องกัน มี 2 ชนิดคือ

ุ เพลงตับเรื่อง คือเพลงที่นำมารวมร้อง และบรรเลงติดต่อกัน ยึดบทร้องที่เป็นเรื่องเดียวกัน ฟังได้ติดต่อเป็นเรื่องเดียวกัน ส่วนทำนองเพลงจะเป็นอย่างไรไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น เพลงตับนางลอย เพลงตับนาคมาศ เป็นต้น

ุ เพลงตับเพลง คือเพลงที่นำมารวมร้อง และบรรเลงติดต่อกัน ยึดถือ.สำนวน ทำนองของเพลง ที่สอดคล้องเหมาะสม และต้องอยู่ในอัตราจังหวะเดียวกัน ส่วนบทร้องจะเป็นอย่างไรไม่ถือเป็นสำคัญ เช่น เพลงตับลมพัดชายเขา เพลงตับเพลงยาว เป็นต้น

* เพลงเบ็ตเล็ด ใช้ขับร้องทั่วไป ผู้ประพันธ์ส่วนใหญ่ประพันธ์ขึ้นเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อสอนใจ เนื้อหาอาจอยู่ในรูป ชมธรรมชาติ ชมผู้หญิง บรรยายความรัก

ที่มาของการขับร้อง

* บทร้องจากวรรณคดี คัดมาจากวรรณคดี นำมาเฉพาะตอนที่มีความหมายดี ลักษณะการประพันธ์ถูก มีโวหารดี

* จากการประพันธ์เพื่อขับร้อง ประพันธ์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อสอดแทรกคติ ส่วนใหญ่จะบรรยายความงามของธรรมชาติ ความงามของผู้หญิง คติและสุภาษิต

รูปแบบการขับร้องเพลงไทย

* การขับร้องเคร้าดนตรี คือการขับร้องที่ผู้ร้อง ร้องไปทางผู้ร้อง ดนตรีบรรเลงไปทางดนตรี การขับร้องกับดนตรีจะไปกันคนละทาง

* การขับร้องคลอดนตรี คือการขับร้องที่ผู้ร้อง ร้องพร้อมดนตรี ดนตรีจะบรรเลงไปพร้อมกับผู้ร้อง หรือ ดนตรีจะบรรเลงปรับแนวให้เข้ากับการร้อง

* การขับร้องให้ดนตรีรับส่ง คือผู้ร้องจะร้องก่อน พอร้องจบท่อนดนตรีจะรับสลับกันไปทุกท่อน

หลักในการขับร้องเพลงไทย

หลักในการขับร้องเพลงไทย เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้ที่จะฝึกหัดรับร้องเพลงไทย หรือผู้ที่จะเป็นนักร้อง เพราะการที่จะเป็นนักร้องที่ดีนี้นมีใช่เกิดจากผู้ร้องนั้นมีเสียงไพเราะ หรือที่เรียกกันว่าเสียงดีเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องยึดหลักในการขับร้องดังนี้

* เนื้อเพลง คือทำนองที่เปล่งออกมาเป็นเสัยงสูง ต้ำ ไปตามลีลาของเพลง สามารถฟังออกว่า เป็นทำนองเพลงอะไร เช่น ลาวดวงเดือน ลาวเจริญศรี เป็นต้น จะต้องรักษาไว้ให้ถูกต้อง ครบถ้วนตามที่ผู้ประพันธ์ได้ประพันธ์ไว้ จะขาดหรือเกินไม่ได้

* ทำนอง หมายถึงวิธีตบแต่งบทเพลง หรือการทำเสียงสูงๆ ต่ำๆ แต่ให้ถูกต้องกับลีลาการประพันธ์ของทำนองเพลงในแต่ละเพลง

* เสียง นอกจากจะมีเสียงที่ไพเราะแล้ว ผู้ขับร้องยังต้องรักษาระดับเสียงให้คงที่ เข้ากับเสียงดนตรีได้เหมาะสม โดยไม่เพี้ยนหรือร้องไม่ตรงกับเสียงของดนตรี

* ถ้อยคำและการแบ่งวรรคตอนในการร้องเพลงนั้น ผู้ขับร้องที่ดีจะต้องระมัดระวังในเรื่องการออกเสียงตามถ้อยคำที่เป็นเนื้อร้องให้ชัดเจน เช่น การออกเสียง ร ล คำควบกล้ำ ให้ถูกต้องชัดเจน และการแบ่งวรรคตอนที่เป็นคำประพันธ์ประเภทต่างๆ

* จังหวะ ผู้ขับร้องจะต้องระวังรักษาจังหวะให้ถูกต้องสม่ำเสมอ สามารถรู้ได้ว่าร้องตอนใด ลงจังหวะฉิ่ง หรือฉับ หรือร้องคร่อมจังหวะ

* การหายใจ ผู้ขับร้องจะต้องหายใจให้ตรงจังหวะ และรู้จักผ่อน และถอนลมหายใจให้ถูกต้อง ถ้าหายใจผิดที่นะทำให้เสียง หรือทำนองที่ควรจะติดต่อกันขาดหายไป หรือห้วนไป ทำให้เพลงขาดความไพเราะนุ่มนวล

 

------------

จากหนังสือเรียนรายวิชาศ 306 ศิลปะกับชีวิต


โดย : นาย พิชญ์ ตันติชูเกียรติกุล, ภูเก็ตวิทยาลัย, วันที่ 24 ธันวาคม 2544